ตัวอย่างคำถาม - คำตอบ อายุความในการดำเนินคดีผู้บริโภค

คำถาม ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายโดยผลของสารที่สะสมอยู่ในร่างกาย แต่ไม่ได้ฟ้องคดีภายในอายุความ ๑ ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง จนคดีขาดอายุความไปก่อนวันที่ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๕๑ ใช้บังคับ จะอาศัยมาตรา ๑๓ ของ พ.ร.บ. ดังกล่าวนำคดีมาฟ้องผู้ประกอบธุรกิจได้หรือไม่หากยังอยู่ภายในระยะเวลา ๓ ปี นับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องรับผิด เช่น ปี ๒๕๔๙นาย ก ซื้อผงซักฟอกยี่ห้อหนึ่งมาใช้และต่อมาพบว่าผิวหนังบริเวณฝ่ามือมีอาการเปื่อยและพุพอง เดือนมกราคม ๒๕๕๐ นาย ก ไปพบแพทย์ แพทย์ลงความเห็นว่านาย ก เป็นมะเร็งผิวหนังซึ่งเป็นผลมาจากสารเคมีที่เป็นส่วนประกอบของผงซักฟอกที่สะสมอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน นาย ก จึงพยายามรักษาตนเองจนระยะเวลาผ่านไปเกิน ๑ ปี นับแต่ทราบว่าเป็นมะเร็งจากผงซักฟอก ต่อมาภายหลังวันที่ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มีผลบังคับใช้ (วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๑) นาย ก จะฟ้องผู้ผลิตผงซักฟอกให้รับผิดในมูลละเมิดในปี ๒๕๕๒ ได้หรือไม่

คำตอบ กรณีเช่นนี้เห็นได้ว่า สิทธิของนาย ก ที่จะฟ้องให้ผู้ผลิตผงซักฟอกรับผิดในมูลละเมิดตาม ป.พ.พ. ย่อมขาดอายุความไปเสียแล้ว เพราะนาย ก ไม่ได้ฟ้องภายใน ๑ ปี นับแต่รู้ถึงความเสียหายและผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย อย่างไรก็ดี กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยจึงต้องพิจารณาก่อนว่าจะนำ พ.ร.บ. ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑มาตรา ๑๒ ซึ่งขยายอายุความฟ้องร้องกรณีที่ความเสียหายเกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยมาใช้บังคับได้หรือไม่เห็นว่า ตามมาตรา ๑๕ ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลของกฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้ว่า “สินค้าใดที่ได้ขายแก่ผู้บริโภคก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัตินี้” เมื่อปรากฏว่านาย ก ซื้อผงซักฟอกมาใช้ก่อนวันที่กฎหมายดังกล่าวใช้บังคับ (วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒)จึงไม่สามารถนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้ได้ อย่างไรก็ตาม การฟ้องคดีของนาย ก นั้น จัดได้ว่าเป็นคดีผู้บริโภค และตามมาตรา ๖๖ ของ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลกำหนดว่า “บรรดาคดีผู้บริโภคซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ศาลนั้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป และให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด” ดังนั้น คดีที่ยื่นฟ้องภายหลังจากวันที่กฎหมายใช้บังคับจึงตกอยู่ในบังคับของบทบัญญัติกฎหมายฉบับนี้ทั้งสิ้นโดยไม่ต้องคำนึง ว่ามูลคดีที่พิพาทได้เกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ ซึ่งแตกต่างจากบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ. ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังนั้น กรณีของนาย กจึงอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ เมื่อมาตรา ๑๓ ของ พ.ร.บ. ดังกล่าวกำหนดให้อายุความกรณีความเสียหายเพิ่งปรากฏผลหรือแสดงอาการในภายหลังมีกำหนด ๓ ปี นับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องรับผิด ฉะนั้น แม้ว่าการฟ้องคดีของนาย ก จะขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง ไปแล้ว แต่เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่นาย ก รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องรับผิด (ต้นปี ๒๕๕๐) ถึงวันฟ้องคดี (ปี ๒๕๕๒) ไม่เกิน ๓ ปี คดีของนาย ก จึงไม่ขาดอายุความ


ตัวอย่างคำถาม - คำตอบ ค่าฤชาธรรมเนียมในการดำเนินคดีผู้บริโภค

คำถาม การที่ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง ยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงให้แก่ผู้บริโภคนั้น จะหมายความรวมถึงการยกเว้นเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นซึ่งผู้บริโภคที่ยื่นอุทธรณ์ต้องนำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ด้วยหรือไม่

คำตอบ แนวคิดในการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่ผู้บริโภคแตกต่างจากแนวคิดในการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แก่คู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๕ ถึง มาตรา ๑๖๐ (เดิมเป็นเรื่องการดำเนินคดีอย่างคนอนาถา) กล่าวคือ การยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตาม ป.วิ.พ. มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คู่ความที่ยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลมีโอกาสเข้าถึงความยุติธรรมได้ ส่วนเหตุผลที่ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง ยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงให้แก่ผู้บริโภคไม่ใช่เหตุผล ในเรื่องของความยากจน หากเป็นเพราะว่าการดำเนินคดีของผู้บริโภคโดยปกติแล้วจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคคนอื่น ๆ ด้วยไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และการยกเว้นนั้นเป็นการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมให้ทั้งหมด ไม่เพียงยกเว้นให้แต่เฉพาะค่าธรรมเนียมศาล อย่างไรก็ตาม ในชั้นของการพิจารณายกร่างกฎหมายเสียงส่วนใหญ่เห็นว่า การยกเว้นตามมาตรานี้อาจส่งผลให้ผู้บริโภคบางรายใช้สิทธิโดยไม่สุจริต กลั่นแกล้งผู้ประกอบธุรกิจให้ได้รับความเสียหาย มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย จึงกำหนดว่า การยกเว้นดังกล่าวไม่รวมถึงความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นที่สุด ดังนั้น ในกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ผู้บริโภคแพ้คดีก็อาจพิพากษาให้ผู้บริโภคนั้นชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้มีปัญหาต่อไปว่า เมื่อผู้บริโภคที่แพ้คดีประสงค์จะอุทธรณ์จะต้องนำเงินที่ต้องใช้แทนดังกล่าวมาวางพร้อมกับอุทธรณ์หรือไม่ ซึ่งในเบื้องต้นต้องเข้าใจว่า เงินวางศาลที่ต้องวางพร้อมอุทธรณ์นั้นเป็นหนี้เงินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมิใช่ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงให้แก่ผู้บริโภค ย่อมหมายความเพียงว่าในชั้นอุทธรณ์นี้กฎหมายยกเว้นให้เฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ และค่าฤชาธรรมเนียมอื่นที่ต้องเสียต่อไปสำหรับการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์เท่านั้น ไม่รวมถึงเงินวางศาลดังกล่าว ซึ่งข้อนี้แตกต่างจากการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตาม ป.วิ.พ. ที่ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในมาตรา ๑๕๗ ว่า ผู้ที่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์จะได้รับยกเว้นรวมถึงเงินวางศาลนี้ด้วย เมื่อ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ไม่มีบทบัญญัติยกเว้นไว้เป็นพิเศษดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๗ ผู้บริโภคที่แพ้คดีย่อมต้องนำเงินดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ ประกอบกับ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า ถ้าผู้บริโภคเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๕ ถึง มาตรา ๑๖๐ ด้วยแล้ว ผู้นั้นก็ไม่ต้องนำเงินมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ดังที่บัญญัติ ไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๗


อ้างอิงจาก สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม จุลสาร “สายด่วนวิชาการ” ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑ วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๒